phuhinrongkla

.

. 

"ลานหินแตก เจ้าของเดยวกับลานหินปุ่ม"

เพื่อนบางคนเล่นมุก

.

กลับออกจากป่า พอกลับถึงเต็นท์ เพื่อนบางคนสลบ ฉันกับอีกหลายคนอาบน้ำ สำรวจทากและเอาดินแดงออกจากตัว

บ่ายคล้อยได้เวลา อากาศชื้นเย็นลง แล้วหมอกก็โรยคลุมทั่วลานกางเต็นท์ เต็นท์สีสดบางหลังเห็นลาง ๆ ในม่านหมอก ชั่วเวลาไม่นาน หมอกค่อย ๆ ลงหนาแล้วลอยจางจากไปไม่รู้ตัว

.

.

.

.

เหมือนภาพฝันนั่นแหละ วูบผ่านแล้วเลือนหายไม่ให้เราตั้งตัวเสมอ รู้อีกทีทุกอย่างก็กระจ่างชัดในสายตา เหลือทิ้งไว้แค่ภาพจำลางเลือน

.

อาบหมอกหลังอาบน้ำ แล้วพาตัวเองสู่ลานหินแตก

.

.

ลานหินแตกหน้าตาคลับคล้ายคลับคลา

มองเผิน ๆ มันก็ลานหินปุ่มนี่นา ต่างตรงไหน

ต่างกันตรงที่การมอง คล้ายอีกหลายสิ่งหลายอย่างบนโลกละมัง

แค่รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ที่ใครจะมองยังไง ใครจะมองเห็น ใครจะใส่ใจ หรือใครจะปล่อยผ่าน ล่วงเลย

ลานหินแตกที่ว่าคล้ายลานหินปุ่ม ถ้ามองมุมนก จะเห็นว่าระหว่างแผ่นหินกว้างใหญ่แต่ละแผ่นมีร่องเหวเล็กแต่ลึกแบ่งแยกไว้หลายต่อหลายร่อง เหมือนมันแตกแยกจากกัน

และถ้าใครใส่ใจรายละเอียดมากกว่าฉัน คงได้ข้อมูลเชิงลึกถึงการกำเนิดชั้นหิน แผ่นดิน นั่นแหละ อยู่ที่ใครจะมอง

แต่ถ้าถามว่ามุมนกมองนั้นหามองได้ที่ไหน ในเมื่อเราทั่วไปบินไม่ได้เหมือนนก

แนะนำให้ตรงดิ่งเข้าศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของอุทยาน เจ้าหน้าที่ยินดีเปิดวิดีทัศน์ให้ดูเป็นความรู้ในการท่องเที่ยว

.

ลานหินแตกคนมากมายหลายวัย เส้นทางเดินง่าย แค่ต้องระวังสะดุดล้มเพราะหินตะปุ่มตะป่ำ และต้องข้ามสะพานไม้เล็ก ๆ บ้าง กับปีนหินอีกนิดหน่อย นิดเดียวเท่านั้น

ถ้าเป็นสภาพปกติเราคงเดินสบาย ๆ  แต่เพราะบ่ายนั้นขาแข้งผ่านศึกจนขาแข็งมาแล้ว ผลคือ ถ้าไม่ค่อย ๆ ย่องไป ก็ต้องถลา ไปหาที่เบรกเอาดาบหน้า ขาไร้เรี่ยวแรง

บนลานหินโล่งกว้าง จุดหมายของทุกคนดูเหมือนจะอยู่ที่จุดชมวิว ชมได้ทั้งวิวและพระอาทิตย์ตก

ปลายฝนเมฆมาก แต่เพราะเมฆมาก ฟ้าจึงงามในอีกแบบ

.

.

.

.

ตะวันยังไม่ลา เรานั่งท้าทายแสงอยู่ริมผา มองทิวเขาจาง ๆ ทอดยาวไปถึงไหนต่อไหน

ไม่นานนักมีเด็กกลุ่มใหญ่มาร่วมแจม กลุ่มใหญ่หลายสิบคน ดูจากป้ายชื่อ ได้ความคร่าว ๆ ว่ามาค่ายวิทยาศาสตร์ นั่งสักพักเราเลยถอยออกมาก่อนพระอาทิตย์ตก และก่อนเด็กกลุ่มใหญ่จะเดินกลับออกมาพร้อมเพรียงกับเรา รอตอนนั้นคงชุลมุนใช่ย่อย

.

.

.

.

.

.

พระอาทิตย์ร่วงฟ้าระหว่างทางเดิน ปีนโขดหินเล็ก ๆ ถ่ายภาพ

พระจันทร์เสี้ยวซีดเซียวลอยค้างฟ้า อาทิตย์จ้าชวนมอง แทบทุกกล้องเล็งหา

เวลาแบบนี้ ใครจะแหงนมองนะ พระจันทร์

.

.

.

.

เด็กกลุ่มเดิมก็นอนเต็นท์ เต็นท์ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเรา หัวค่ำพากันเดินเรียงแถว เตรียมขึ้นรถใหญ่ไปดูดาวที่ไหนเกินจะรู้

คืนแรกเมฆหนาฟ้าไร้ดาว สงสัยว่าคืนนี้จะมีดาวให้ดูหรือ

แหงนมองฟ้าที่กลางทาง ระหว่างข้ามถนนไปห้องน้ำกลางความมืด

ระยิบระยับเกินนับคือดาวไม่คุ้นเคยแต่คุ้นตา

มีบ้างบางกลุ่มที่รู้จักกันมานาน นั่นดาวไถและนี่ดาวเต่า

กี่เดือนปีก็รู้จักอยู่เท่านี้

ยืนแหงนมองอยู่ชั่วไม่กี่นาที เดี๋ยวเข้าลานกางเต็นท์ ไม้ก็บังจนมองหาไม่เห็นแล้ว

แต่ยังดีนะยังดี

อย่างน้อยเราก็รู้ว่า บนฟ้ามีดาว...

คงเดิม 

 

 

.

. 

หกโมงครึ่งเราก็ลืมตาตื่นกันแทบครบคนแล้ว ทั้งที่ถ้าอยู่บ้านคงยังนอนอุตุ

อากาศบนลานกางเต็นท์อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้ากำลังดี ฉันผ่านคืนแรกสบาย ๆ  จะไม่สบายอยู่บ้างก็เพราะเต็นท์ตั้งบนที่ลาด ตื่นเช้าขึ้นมาทุกคนก็แทบจะมากองรวมกันอยู่ด้านเดียว (ซึ่งเป็นด้านที่ฉันนอน)

เพื่อนเต็นท์ติดกันส่งเสียงกรนสนั่นหวั่นไหวมาตั้งแต่เมื่อคืน จนเพื่อนคนอื่นต้องพยายามปลุกให้ลุกขึ้นเสียที ก็อายเต็นท์อื่นเขา

วันนี้เรานัดเจ้าหน้าที่อุทยานไว้ มีแผนจะไปน้ำตกหมันแดง ต้องนั่งรถไปจากที่ทำการอุทยานประมาณสิบกว่ากิโล แล้วเดินเท้าเข้าป่าไปอีก 3.5 กิโล

.

.

เรากันเวลาทั้งวันให้การเดินป่าครั้งนี้ กะกินมื้อกลางวันที่น้ำตก กลับออกมาบ่ายแก่ ๆ

พี่ผู้เดินป่าเป็นนิจบอกฉันก่อนมาว่าเส้นทางไปน้ำตกหมันแดงนั้นทากชุมและทางลื่น

เจ้าหน้าที่บอกว่า ทากเป็นเส้นขนมจีนทีเดียว วัยรุ่นกลุ่มเมื่อวานเดินไปถึงแค่ชั้นสาม (น้ำตกมีเก้าชั้น) ก็ถอยทัพกลับเพราะดึงทากไม่ไหว

เราไม่มีถุงกันทาก เลยทำได้แค่ใช้วิธีบ้าน ๆ คือดึงถุงเท้าขึ้นมาคลุมกางเกงขายาว แล้วพกยาฉีดกันยุงบ้าง น้ำมันมวยบ้าง รวมถึงเกลือแกงไว้ขับไล่ทาก

มาถึงจุดเริ่มเดินไปน้ำตก เจ้าหน้าที่ซึ่งมีอยู่คนเดียวหายตัวไปกับนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มแล้ว เราพยายามตามไปให้ทัน เมื่อผ่านปากทางเข้าเล็ก ๆ  ริมถนนแล้วก็เหมือนหลุดเข้าสู่อีกโลก

.

.    

.

ทางเดินขนาดเล็กปูใบไม้ ทุกด้านโอบล้อมด้วยป่าใหญ่ มีไม้ล้มขวางทางให้ต้องก้าวข้ามบ้างเป็นระยะ

เรารีบจ้ำในช่วงแรกเพราะหวั่นทาก และอยากให้ทันกลุ่มที่นำไป แต่จนแล้วจนรอด ก็เหมือนเราสิบคนต้องเดินลำพัง

.

.

.

เราทั้งสิบที่ใหม่กับป่าทั้งนั้น

ฉันเคยเดินป่าจริงจังครั้งหนึ่งสมัยมัธยมปลาย (นั่นก็ราวสิบปีมาแล้ว) นอกจากนั้นเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติซึ่งนาน ๆ จะได้เดินที นี่เลยถือเป็นครั้งที่สองก็ว่าได้

ครั้งที่สองของการเดินป่า แต่เป็นครั้งแรกของการเดินป่าหน้าฝน

.

.

อากาศชื้น ยิ่งเดินลึกเข้าไปหมอกก็ยิ่งลงหนา ทางบางช่วงคลุมเครือ เหมือนต้องเลือกว่าจะเดินซ้ายหรือขวาดี ไม่รู้เพื่อนคนอื่นคิดยังไง แต่ฉันยังรู้สึกดีมากกว่าจะกังวล แหงนมองต้นไม้สูงคอตั้งบ่าแล้วนึกอยากบอกรัก

.

.

เราเดินลงเขาลูกแรกสู่ธารน้ำ แล้วปีนทางชันน้อย ๆ สู่เขาอีกลูก

.

.

แล้วทางราบก็จากเราไป

กลางป่าที่ทึบขึ้นเรื่อย ๆ  อยู่ ๆ ก็มีป้ายระวังลื่นโผล่ขึ้นมา ป้ายพร้อมภาพวาดสวยงาม แล้วถัดจากป้ายก็เป็นทางดิ่งชนิดที่ระวังแค่ไหนก็ต้องลื่นล้มสักครั้ง

ฝนเริ่มพรำ ทางดินเริ่มกลายเป็นโคลน แต่ไม่ยอมกลายเป็นทางราบเสียที ตอนนั้นเรื่องทากเป็นเรื่องรอง ถ้าลงนั่งได้ก็ขอนั่งถัดลงไปดีกว่า

สักพักเราก็เจออีกป้าย เป็นป้ายระวังลื่นเหมือนเดิม

ตามด้วยทางดิ่ง...เหมือนเดิม

สงสัยอยู่เหมือนกันว่าป้ายนี้ช่วยอะไรได้บ้างนอกจากทำให้เราหวั่นใจ แต่ก็คิดในแง่ดีว่า อย่างน้อยเราก็มาถูกทาง และคงมีใครเป็นห่วงเราอยู่บ้าง(ละมั้ง)

.

.

ทางโคลนดินแดงทอดยาวสู่หุบเขาแบบไม่จบสิ้น ป่าใกล้ชิดเรา แต่ไม่มีไม้มากต้นให้เป็นหลักยึดได้นัก ฝนลงหนักขึ้นทุกทีที่เราเดินลงไป ฉันนึกอยากโยนขาตั้งกล้องทิ้งเสียตรงนั้น ใจนึกหวั่น จินตนาการถึงภาพการก้าวพลาดตกเหว ยิ่งนึกยิ่งกลัว ยิ่งกลัวขาก็ยิ่งเกร็ง สุดท้ายก็แทบหมดแรงก้าว

กลุ่มที่นำเราไปก่อนนั้นไม่ต้องพูดถึง...ไร้วี่แวว

.

เมื่อราวเกือบเที่ยงวัน เราก็ถอยกลับ ขณะเดินมาได้ประมาณสองสามชั่วโมง โดยไม่รู้ว่าอยู่ส่วนไหนของเส้นทาง

.

.

การก้าวลงทางดิ่งนั้นยาก

การก้าวขึ้นก็ยากในอีกรูปแบบหนึ่ง

จากที่เคยนั่งถัดในขาลง ขาขึ้น ถ้าคลานได้ฉันก็คลาน ถึงจะมีทากกระดืบอยู่บนดินแดง ๆ นั่น ก็ขอคลานเอาชีวิตรอดไว้ก่อน

ป้ายระวังลื่นตอนนี้กลายมาเป็นหมุดหมายขางเรา

เจอป้ายแรกเราคลายใจลงกึ่งหนึ่ง

พอเพื่อนหัวแถวร้องบอกว่าเจอป้ายสุดท้ายแล้ว เราก็ดีใจราวกับไปถึงน้ำตก

กลับออกมาพร้อมสภาพสะบักสะบอม ฉันมีทากยักษ์ติดเท้ามาหนึ่งตัว

ทุกคนโดนกันไปคนละแผลสองแผล หรือสาม หรือสี่

เลือดไหลไม่หยุด ข้นคลั่กราวกับเจออุบัติเหตุร้ายแรงกันมา

เราคุยกันว่า อย่าได้บอกใครเชียวว่าไปไม่ถึงน้ำตก (แต่สภาพทรุดโทรมขนาดนี้) รู้ถึงไหนอายถึงนั่น

แต่สุดท้ายพอพี่ร้านอาหารในอุทยานถาม เราอึกอักได้ไม่นานก็บอกความจริงอยู่ดี

พี่บอกว่าดีแล้วล่ะ ควรมีเจ้าหน้าที่ ยิ่งลึกเข้าไปป่าจะยิ่งเป็นป่า ต้องถางทางเข้าไป แล้วเราอาจหลงได้ง่าย ๆ

.

.

.

(ภาพแทบทั้งหมดถ่ายขากลับค่ะ ขาไปกังวลหลายเรื่องจนแทบไม่มีสติถ่ายภาพเลย - -")

 

 

 

 

.

.

ภูหินร่องกล้าปลายตุลายังมีฝน ฝนไม่หนักแต่พรำ ๆ หยุด ๆ ตลอดทั้งวัน

พอเข้าเขตป่าเขาสักหน่อยก็เริ่มโปรยลงมา ชวนให้ลังเลว่าควรพกเสื้อกันฝนที่เอาติดตัวมาไปเดินเที่ยวหรือไม่

เพื่อนร่วมทางเก้าคน กว่าครึ่งเป็นเพื่อนใหม่

นานทีปีหนออกเดินร่วมกับคนไม่คุ้นเคยสักที โดยไม่รู้ว่ามิตรภาพครั้งใหม่จะยืนยาวหรือลึกซึ้งแค่ไหน

แต่มันสอนให้เราเปิดใจรับความคิด ความเห็น และอีกหลายความที่ไม่คุ้นชิน และนั่นไม่ใช่หรือ ความหมายของการเดินทาง

.

.

ภูหินร่องกล้า เคยมาหนหนึ่งเมื่อราวสิบปีก่อน สมัยยังมีเรี่ยวแรงป่ายปีนมากกว่านี้ มีสถานที่ท่องเที่ยวทั้งทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์การเมือง

แต่ครั้งนี้เราเน้นอย่างแรกมากกว่า 

.

.

เส้นทางเดินวงรอบสู่ลานหินปุ่มและผาชูธงระยะทางไม่สั้นไม่ยาว เดินง่าย ๆ ถูกจัดไว้เป็นโปรแกรมแรกตอนบ่ายแก่ ๆ หลังจากมาถึงไม่นาน

.

.

ลานหินเปียกชื้นกว้างขวาง หินผามากมาย กับต้นไม้และต้นไม้

.

.

ถ้ามองว่าไม่มีอะไร มันก็จะไม่มีอะไร

แต่ถ้ามองดี ๆ ก็จะพบสิ่งหน้าสนใจ

.

.

.

เราหยุดก้ม ๆ เงย ๆ เก็บภาพดอกไม้เล็ก ๆ ตลอดทาง

.

.

.

เที่ยวหน้าฝนชื้นแฉะ แต่ได้ดอกไม้พวกนี้เป็นรางวัล

.

.

ทีแรกว่าจะไปดูพระอาทิตย์ตกที่ผาชูธง แต่กว่าจะกระดืบกันมาลานหินปุ่มก็ดูจะได้เวลาแล้ว ที่ใช้ว่า 'ดูจะ' เพราะมองไม่เห็นดวงอาทิตย์ นั่นเป็นครั้งแรกที่ภูหินร่องกล้าบอกเราว่า หมอกชื้น ๆ ที่นี่ลงตอนเย็น

.

.

เรานั่งเล่นบนลานหินปุ่ม

หมอกขาวลอยตลบคลุมหุบเขาข้างล่าง และพัดฟุ้งขึ้นมาถึงข้างบน

ไม่นานนักทัศนียภาพรอบตัวก็กลายเป็นสีฟ้า ค่ำคืนมาเยือนไม่ให้รู้ตัว

.

. 

.

เราเปิดไฟฉายส่องทาง และมาถึงผาชูธงเอาเมื่อพระจันทร์เสี้ยวแสงเรืองลอยอยู่บนฟ้าแล้ว

.

.

.

ก่อนเดินเส้นทางนี้ถามเจ้าหน้าที่ว่ามีทากไหม ป่าหน้าฝนมาพร้อมทากอย่างไม่ต้องสงสัย เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่มี แต่หมันแดงที่เราจะไปพรุ่งนี้ทากเยอะ

 ลานหินกลางคืนเดินแสนยาก ใช้ไฟฉายส่องมองเห็นทางแต่ก็เหมือนไม่เห็น

ทุกอย่างเรียบโล่ง เรียบโล่งเกินไปจนไม่รู้จะไปทางไหน แต่เราก็หาทางออกมากันได้เมื่อฟ้ามืดแล้ว

ขึ้นรถได้ยังไม่ทันปิดประตู เพื่อนฉันร้องสุดเสียง

ใจนึงคิดว่าเจอดีเข้าแล้วหรือไง

ก็เจอดีจริง ๆ

บนมือเพื่อนมีทากเกาะติดตามมาด้วย

...

ไม่อยากคิดถึงเส้นทางน้ำตกหมันแดงพรุ่งนี้เลย

 

 

 

 

Tags